น้ำยาแอร์ยุคใหม่: ทางเลือกที่ยั่งยืนกว่า R32 และ R410A

ในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์และที่พักอาศัย สารทำความเย็นหลักที่ใช้กันมาอย่างยาวนานคือ R410A ซึ่งเป็นสารผสมระหว่าง R32 และ R125 แม้จะไม่มีผลกระทบต่อชั้นโอโซน แต่ R410A ก็มีค่า Global Warming Potential (GWP) ที่สูงถึง 2,088 ซึ่งส่งผลต่อภาวะโลกร้อนอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้มีการพัฒนาสารทำความเย็นรุ่นใหม่อย่าง R32 ที่มีค่า GWP ต่ำกว่าอย่างมากเข้ามาแทนที่ อย่างไรก็ตาม R32 เองก็ยังถือว่ามีค่า GWP ที่ค่อนข้างสูง (675) เมื่อเทียบกับเป้าหมายการลดภาวะโลกร้อนในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ การวิจัยและพัฒนาจึงมุ่งไปที่สารทำความเย็นที่มีค่า GWP ต่ำกว่า R32 และ R410A อย่างมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสารในกลุ่ม Hydrofluoroolefin (HFOs) สารเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยยังคงประสิทธิภาพการทำความเย็นที่ดีไว้

สารทำความเย็นยุคใหม่ที่มาแทน R32 และ R410A

  1. R1234yf (HFO-1234yf): ดังที่กล่าวไปในบทความก่อนหน้านี้ R1234yf เป็นสารทำความเย็นที่เข้ามาแทนที่ R134a ในรถยนต์ แต่ในปัจจุบันกำลังมีการนำ R1234yf มาใช้ในระบบปรับอากาศขนาดเล็กและปั๊มความร้อนด้วยเช่นกัน แม้จะมีคุณสมบัติไวไฟเล็กน้อย แต่ค่า GWP ที่ต่ำมาก (น้อยกว่า 4) ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
  2. R1234ze (E) (HFO-1234ze): สารทำความเย็นชนิดนี้มีคุณสมบัติที่น่าสนใจสำหรับการใช้งานในระบบทำความเย็นเชิงพาณิชย์ เช่น ชิลเลอร์ (chillers) และตู้แช่แข็ง มีค่า GWP ต่ำมากเพียง 1 หรือน้อยกว่า และไม่ติดไฟในอุณหภูมิปกติ ทำให้เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับระบบขนาดใหญ่
  3. สารทำความเย็นผสม (Blends) ที่มี HFOs เป็นส่วนประกอบ: มีการพัฒนาสารผสมหลายชนิดที่ใช้ HFOs เป็นส่วนประกอบหลัก เพื่อให้ได้คุณสมบัติที่เหมาะสมกับการใช้งานเฉพาะทาง และยังคงมีค่า GWP ต่ำ เช่น:
R454B (Opteon XL41)
  • R454B (Opteon XL41): เป็นสารผสมระหว่าง R32 และ R1234yf มีค่า GWP ประมาณ 466 ซึ่งต่ำกว่า R410A และ R32 อย่างมาก ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ทดแทน R410A ในระบบปรับอากาศเชิงพาณิชย์และที่พักอาศัย
  • R452B (Opteon XL55): เป็นสารผสมที่ประกอบด้วย R32, R125 และ R1234yf มีค่า GWP ประมาณ 698 ซึ่งเหมาะสำหรับระบบปรับอากาศประสิทธิภาพสูงและเครื่องทำความเย็นเชิงพาณิชย์
  • R466A (Honeywell Solstice N41): เป็นสารผสมที่ไม่ติดไฟรุ่นแรกที่สามารถทดแทน R410A ได้ มีค่า GWP ต่ำกว่า R410A ถึง 65% ทำให้เป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของการใช้สารทำความเย็นยุคใหม่

  • ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก
  • ความยั่งยืนในระยะยาว: การลงทุนในอุปกรณ์ที่ใช้สารทำความเย็นรุ่นใหม่ช่วยให้ธุรกิจสามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นในอนาคตได้อย่างมั่นใจ
  • การประหยัดพลังงาน: การพัฒนาสารทำความเย็นเหล่านี้ควบคู่ไปกับการออกแบบระบบที่ทันสมัย ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของเครื่องปรับอากาศอีกด้วย

บทสรุป

การเปลี่ยนจาก R410A และ R32 ไปสู่สารทำความเย็นรุ่นใหม่ในกลุ่ม HFOs ถือเป็นก้าวที่จำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งในการมุ่งสู่โลกที่ยั่งยืน การเลือกใช้สารทำความเย็นเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาวสำหรับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบทำความเย็นและปรับอากาศ