ภาพกระบอกน้ำยาแอร์ R-32

น้ำยาแอร์ทางเลือกใหม่: สารทำความเย็นทดแทน R-22 เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

ในอดีต สารทำความเย็น R-22 (Chlorodifluoromethane) หรือที่รู้จักกันในชื่อ HCFC-22 ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในระบบปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการทำความเย็นที่ดีและราคาไม่แพง อย่างไรก็ตาม R-22 จัดอยู่ในกลุ่มสารทำความเย็นที่มีส่วนประกอบของคลอรีน ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการทำลายชั้นโอโซนในบรรยากาศโลก ส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น

ด้วยเหตุนี้ ภายใต้พิธีสารมอนทรีออล (Montreal Protocol) ซึ่งเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่มุ่งควบคุมและลดการผลิตและการใช้สารที่ทำลายชั้นโอโซน ทำให้ R-22 กำลังถูกทยอยยกเลิกการผลิตและใช้งานทั่วโลก เพื่อปกป้องชั้นบรรยากาศโอโซนและสิ่งแวดล้อมของเรา

ทางเลือกใหม่สำหรับ R-22: สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การยกเลิกการใช้ R-22 ได้นำไปสู่การพัฒนาและนำสารทำความเย็นชนิดใหม่ๆ มาใช้ทดแทน โดยมุ่งเน้นที่สารที่มีค่าศักยภาพในการทำลายชั้นโอโซน (ODP) เป็นศูนย์ และมีค่าศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน (GWP) ต่ำ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว สารทำความเย็นยอดนิยมที่มาทดแทน R-22 ได้แก่:

1.  R-32 (Difluoromethane): R-32 เป็นสารทำความเย็นประเภท HFC (Hydrofluorocarbon) ที่มีคุณสมบัติเด่นคือมีค่า GWP ต่ำกว่า R-410A (ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสารทดแทน R-22) ประมาณหนึ่งในสาม และมีประสิทธิภาพในการทำความเย็นสูง ทำให้ใช้พลังงานน้อยลง นอกจากนี้ยังใช้ปริมาณสารทำความเย็นน้อยกว่าระบบ R-22 เดิมอีกด้วย ปัจจุบัน R-32 เป็นที่นิยมอย่างมากในเครื่องปรับอากาศขนาดเล็กและขนาดกลาง โดยเฉพาะในเครื่องปรับอากาศสำหรับที่พักอาศัย

ภาพกระบอกน้ำยาแอร์ R-32

2. R-410A (ผสมระหว่าง R-32 และ R-125): R-410A เป็นสารทำความเย็นผสม (Blend) ที่ไม่มีคลอรีน มีค่า ODP เป็นศูนย์ และมีประสิทธิภาพในการทำความเย็นสูงกว่า R-22 ทำให้เหมาะสำหรับใช้ในเครื่องปรับอากาศและระบบทำความเย็นเชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม R-410A มีค่า GWP ที่สูงกว่า R-32 เล็กน้อย แต่ก็ยังดีกว่า R-22 มาก และยังคงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการอัปเกรดระบบที่ใช้ R-22
3. R-290 (โพรเพน): R-290 เป็นสารทำความเย็นธรรมชาติ (Natural Refrigerant) หรือที่เรียกว่าไฮโดรคาร์บอน (HC) ซึ่งมีค่า ODP เป็นศูนย์และ GWP ต่ำมาก (เกือบเป็นศูนย์) จัดเป็นสารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สุดตัวหนึ่ง แต่มีข้อจำกัดเรื่องการติดไฟได้สูง ทำให้การใช้งานต้องเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด และมักใช้ในระบบทำความเย็นขนาดเล็ก เช่น ตู้เย็น ตู้แช่ หรือเครื่องปรับอากาศขนาดเล็กบางรุ่นที่มีการออกแบบมาเป็นพิเศษ
4. R-1234yf (2,3,3,3-tetrafluoropropene): สารทำความเย็นชนิดนี้เป็นกลุ่ม HFO (Hydrofluoroolefin) ที่มีค่า GWP ต่ำมาก (ใกล้เคียง 4-7) และ ODP เป็นศูนย์ เดิมทีถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในระบบปรับอากาศรถยนต์แทน R-134a แต่ก็เริ่มมีการนำมาพิจารณาใช้ในระบบปรับอากาศบางประเภทด้วย เนื่องจากคุณสมบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยิ่ง

การปรับเปลี่ยนสู่สารทำความเย็นใหม่

การเปลี่ยนจาก R-22 ไปใช้สารทำความเย็นชนิดใหม่จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยหลายประการ:
  1. อุปกรณ์: ระบบปรับอากาศและส่วนประกอบต่างๆ (คอมเพรสเซอร์, คอยล์ร้อน, คอยล์เย็น) อาจต้องได้รับการปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด เนื่องจากสารทำความเย็นแต่ละชนิดมีคุณสมบัติทางกายภาพและเคมีที่แตกต่างกัน รวมถึงความดันในการทำงานที่ต่างกัน
  2. น้ำมันคอมเพรสเซอร์: สารทำความเย็นใหม่มักจะเข้ากันได้กับน้ำมันคอมเพรสเซอร์ชนิดใหม่ๆ เช่น POE (Polyolester) หรือ PVE (Polyvinylether) ซึ่งแตกต่างจากน้ำมันแร่ที่ใช้กับ R-22
  3. ความปลอดภัย: สารทำความเย็นบางชนิด เช่น R-32 และ R-290 มีคุณสมบัติติดไฟได้ (Flammable) ในระดับที่แตกต่างกัน ทำให้ต้องมีการติดตั้งและบำรุงรักษาโดยช่างผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการอบรมมาโดยเฉพาะ และปฏิบัติตามคู่มือความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด

สรุป

การเปลี่ยนผ่านจาก R-22 ไปสู่สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เป็นก้าวสำคัญในการร่วมกันรับผิดชอบต่อโลกของเรา แม้จะต้องมีการลงทุนในการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์และเทคโนโลยี แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือระบบปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ประหยัดพลังงาน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน การเลือกใช้สารทำความเย็นที่เหมาะสมกับการใช้งานและมาตรฐานความปลอดภัยที่ถูกต้อง จะช่วยให้เราสามารถเพลิดเพลินกับความเย็นสบาย พร้อมไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่ต่อไป